บะหมี่แสนอร่อย

posted on 03 Sep 2011 16:07 by pinpla16
Coolบะหมี่Cool
         บะหมี่(肉麵) เป็นผลิตภัณฑ์อาหารประเภทเส้นที่ชาวจีนค้นคิดขึ้น มีส่วนประกอบของแป้งสาลี และน้ำเป็นส่วนประกอบเป็นส่วนใหญ่ อาจมีไข เกลือ และสารละลายด่างหรือสีผสมอาหาร
 
ถ้าแบ่งตามสูตร จะมีบะหมี่แบบจีนและบะหมี่แบบญี่ปุ่น บะหมี่แบบจีนนั้น ทำจากแป้งสาลีชนิดเอนกประสงค์ที่มีโปรตีนประมาณ 10-12 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับด่างโซเดียมคาร์บอเนต0.5-2.0 เปอร์เซ็นต์ น้ำประมาณ 30-35 เปอร์เซ็นต์ และเกลือ 1.5 เปอร์เซ็นต์ บะหมี่ที่ได้จะมีสีเหลือง ส่วนบะหมี่แบบญี่ปุ่น จะทำจากแป้งสาลีโปรตีนต่ำ หรือ แป้งผสมระหว่าง soft wheat และ hard wheat เพื่อให้มีโปรตีนประมาณ 9-10 เปอร์เซ็นต์ ผสมกับน้ำ 28-33 เปอร์เซ็นต์ เกลือ 2 เปอร์เซ็นต์
 เว้นด่าง ทำให้บะหมี่มีสีขาว เนื้ออ่อนนุ่ม
 
Embarassedบะหมี่หมูแดงEmbarassed
 
 
 
Winkบะหมี่เป็ดย่างWink
                                                                                              
 
 
Cryบะหมีก้ามปูCry
         บะหมี่แบ่งตามวิธีการผลิต
  • บะหมี่สด เป็นบะหมี่ที่ผ่านขั้นตอนผสม รีดเป็นแผ่นบาง และทำเส้นแล้ว แต่ไม่ได้ผ่านการทำให้สุกและตากแห้ง มีส่วนประกอบ คือ แป้งสาลี น้ำ สารละลายด่าง ไข่ เกลือ สีผสมอาหาร มีความเข้มข้นของโดยประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ พักโดยไว้ 20 นาที แล้ว รีดเป็นแผ่นบางประมาณ 1.5-2.0 มิลลิเมตร ตัดเป็นเส้นตามต้องการ บะหมี่ประเภทนี้ต้องบริโภคภายใน 1-2 วัน
  • 
  • บะหมี่สุก เป็นบะหมี่ผ่านการลวกให้สุกโดยเฉพาะผิวนอกเพื่อทำลายจุลินทรีย์ เหลือตรงกลางเป็นไส้ดิบ จะต้องลวกหรือต้มเมื่อต้องการบริโภคเพื่อให้สุกทั้งเส้น
  • บะหมี่สดแห้ง เป็นบะหมี่ที่ผ่านขั้นตอนทำให้แห้ง โดยการนำบะหมี่สดมาตากแดดอย่างช้า ๆ หรือเข้าตู้อบควบคุมอุณหภูมิ พยายามรักษาเส้นไว้ให้ตรง บะหมี่ชนิดนี้แตกหักง่าย และเปราะต้องเก็บใส่ภาชนะที่ แข็งแรง สามารถเก็บได้นานกว่า มีความชื้นประมาณ 8-10 เปอร์เซ็นต์ เวลาบริโภคจะต้องนำมาแช่น้ำก่อนและต้มเพื่อให้คืนตัว
  • บะหมี่แห้งกึ่งสำเร็จรูป ทำจากบะหมี่สด โดยนำมานึ่งให้สุก หรืออบไอน้ำให้สุกก่อนนำไปตากหรือ อบแห้งมีความชื้นประมาณ 10-13 เปอร์เซ็นต์ บะหมี่ชนิดนี้มีความเหนียวกว่าบะหมี่สดแห้ง เนื่องจากโปรตีนได้เปลี่ยนรูปไป และอยู่ในรูปที่เหนียวกว่าเดิม เก็บได้นาน เวลาบริโภคจะต้องใช้เวลาในการต้มพอสมควรเพื่อให้เส้นคืนตัว
  • บะหมี่ทอดกึ่งสำเร็จรูป ทำจากบะหมี่สด แล้วนำมาอบไอน้ำแล้วจับเป็นก้อน ทำให้แห้งโดยการทอดในน้ำมันที่อุณหภูมิเหมาะสม 150 ํ - 160 ํ ซ. ทอดประมาณ 1-2 นาที การอบแป้งในเวลานานเสียเวลามากกว่า ลักษณะที่ดีของบะหมี่ชนิดนี้คือ คืนตัวได้เร็วเมื่อผสมน้ำร้อน ทั้งนี้เพราะเส้นบะหมี่มีรูพรุนอยู่ทั่วไป มีความชื้นอยู่เพียง 3-5% บะหมี่ชนิดนี้เป็นที่นิยมกันแพร่หลาย เนื่องจากสะดวกและรวดเร็ว แต่เก็บไว้ ได้ไม่นาน เนื่องจากมีน้ำมันติดอยู่ เมื่อสัมผัสกับอากาศจึงเกิดการเหม็นหืน

ส่วนผสม

  1. แป้งสาลี 1/2 กิโล
  2. น้ำด่าง* 2 ช้อนกินข้าว
  3. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  4. เกลือป่น 1 ช้อนชา

วิธีทำ

  

 

  • ร่อนแป้งแล้วพักไว้
  • ให้เอาไข่ไก่, น้ำด่าง, เกลือป่น คนคลุกเคล้าให้เข้ากัน
  • แล้วเทแป้งลงนวด ไม่ต้องใส่น้ำเพิ่ม นวดประมาณ 15 นาที
  • โรยแป้งบนกะบะที่เราจะรีดแผ่น เมื่อเรารีดแผ่นแป้ง ก็ให้ตัดเป็นเส้่นๆ แล้วใช้แป้งโรยเส้นไว้
  • แต่ถ้าเรามีผสมแป้ง, เครื่องรีดแป้งให้เป็นแผ่น, และเครื่องทำเส้น เราก็ควรใช้เพื่อประหยัดเวลา เพิ่มการผลิต จะได้ส่งตลาดได้มากขึ้น

อ้างอิง http://workdeena.blogspot.com/2009/05/blog-post_19.html    -http://th.wikipedia.org/wiki

คำถามทบทวน

posted on 15 Aug 2011 21:41 by pinpla16
คำถามทบทวน
1. มัลติมิเดีย คืออะไร เกี่ยวกับการนำเสนออย่างไร
ตอบ มัลติมีเดีย คทอการนำเสนอข้อมูลหลายๆรูปแบบพร้อมๆกัน เพื่อส่งเสริมการรับรู้และความเข้าใจของผู้รับข้อมูล มัลติมิเดียมีความเกี่ยวข้องกับการนำเสนอ คือ มัลติมีดียมีส่วนช่วยให้การนำเสนอข้อมูลมีความน่าสนใจมากขึ้น ทำให้สามารถทำสื่อได้ง่ายขึ้น และสามารถนำเสนอในสิ่งที่ถูกต้อง และมีความปลอดภัยของข้อมูลมากกว่า
2.การนำเสนอข้อมูลในรูปแบบเว็ฐใวต์ดีกว่าเอกสารสิ่งพิมพ์อย่างไร
ตอบ -การนำเสนอผ่านเว็บไซต์สามารถส่งถึงผู้รับได้เร็วกว่า แบบ สื่อพืมพ์
-มีความคงทนไม่สูญหาย สลายเหมือนกับเอกสารสิ่งพิมพ์
-ประหยัดค่าใช้จ่ายมากกว่า เช่น ไม่ต้องเสียค่ากระดาษในการพิมพ์เอกสาร ค่าหมึก และค่าใช่จ่ายอีกมากมาย
-สามารถนำสือที่อยู่ในรูปของเว็บไซต์ ไปเสนอที่ใดก็ได้ อย่างสะดวก และรวดเร็ว
3.Micosoft Powerpoint สามารถนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดได้บ้าง
ตอบ สามารถเสนอข้อมูลในรู)แบบขแงตัวอักษร รูปภาพ ภาพยนตร์ วีดีโอคลิป และมีเสียงประกอบได้ด้วย
4.การเชื่อมโยงภายในและภายนอก micosoft Power Point แตกต่างกันอย่างไร
ตอบ แตกต่างกันโดยการสร้างจุดเชื่อมโยงไปยังจุดเชื่อมโยงต่างๆ ในไฟล์เดียวกัน ส่วนการเชื่อมโยงภายนอก คือ การเชื่อมโยงไปยังแหล่งข้อมูลอื่นๆนอกไฟล์งานนำเสนอ
5.นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีใดที่ช่วยส่งเสริมการนำเสนอข้อมูลบ้าง
ตอบ นอกจากคอมพิวเตอร์แล้วยังมีเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูล คือ จอทีวี จอโปรเจคเตอร์ จอมอนิเตอร์และ อื่นๆ
6.น.ร คิดว่าการนำเสนอข้อมูลในรูปแบบใดสามารถทำได้ง่านที่สุด เพราะเหตุใด
ตอบ การนำเสนอข้อมูลแบบ ใช้ power point เพราะสามารถ แสดงข้อมูลที่ชัดเจน มีรูปแบบการนำเสนอที่เข้าใจง่าย น่าสนใจ สามารถแทรกสื่อรูปแบบต่างได้ เช่น แทรกรูปและ เสียงในการนำเสนองานให้มีความน่าสนใจมากขึ้นด้วย
7.การตกแต่งเพิ่มเติมด้ยโปรแกรมแม่แบบใน micosoft Power Point สามารถทำได้อย่างไร
ตอบ กาตกแต่ง น้สามารถทำได้โดยการเลือกที่แม่แบบ โดยเริ่มจากคลิกขวาบริเวณที่ว่าง แล้วเลือกอออกเเบบภาพนิ่ง จะมีแม่แบบขึ้นมาให้เราเลือกมากมาย
8.การกำหนดกล่องข้อความ หรือกำหนดวัตถุให้เคลื่อนไหวใน micosoft Power Point สามารถตั้งค่าได้ที่ใด
ตอบ การกำหนดกล่องข้อความ หรือวัตถุให้เคลื่อนที่ทำได้โดย
8.1 คลิกเลือกกล่องข้อความ หรือวัตถุที่ต้องการให้เคลื่อนไหว
8.2คลิกขวาเลือกการเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง
8.3 เลือกลักษณะพิเศษ แล้วตั้งค่าการเคลื่อนไหวตามต้องการ
9. ยกตัวอย่างซอฟต์แว ที่ใช้สำหรับ นำเสนอข้อมูล ตัวหนังสือ หรืออักษรมาอย่างน้อย 3โปรแกรม
ตอบ 1. micosoft  powerpoint 2. movie maker 3. micosoft office excel
10. ถ้าไม่มีกล่องข้อความใน micosoft  powerpoint จะสามารถสร้างงานนำเสนอได้หรือไม่อย่างไร
ตอบ สามารถทำได้โดยการนำเสนอในรูปแบบอื่นที่ไม่ไช่ตัวอักษร เช่น รูป เสียง วีดีโอ หรือโดยการใช้โปรแกรมอื่นร่วม
11.เครืองพิมพ์เป็นฮาร์แวที่จำป็นสำคัญหรับการนำเสนอข้อมูลด้วย micosoft  powerpoint หรือไม่อย่างไร
ตอบ เครื่องพิมพ์เป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับโปรแกรม micosoft  powerpoint เพราะโปรแกรมนี้สามารถนำเสนอข้อมูลผ่านทางจอคอมพิวเตอร์ รือจออื่นๆได้ จึงไม่จำเป็นที่จะต้องพืมพ์ข้อมูลออกมาเพื่อนำเสนอก็ได้
12.micosoft  powerpoint สามารถ แทรกรู)ภาพ ภาพยนตร์ และเสียงได้หรือไม่ ถ้าได้มีวิธีการอย่างไร
      แทรกรูปภาพโดย
ตอบ
1.คลิกเลือกแถบเมนู เลือกรูปภาพ โดยเลือกจากแฟ้มข้อมูล
2.เมื่อมีหน้าต่างแทรกรูปภาพปรากฎขึ้น เลือกรูปจากที่ๆบันทึกรูปเอาไว้
3.คลิกแทรกรูปภาพ
     แทรกภาพยนตร์ และ เสียงโดย
1.คลิกแทรกที่แถบมุม
2.เลือกภาพยนตร์ และเสียง
3. เลือกภาพยนตร์ จากแฟ้มหรือ เสียงจากแฟ้ม
13. การนำเสนอข้อมูลด้วยแผนภูมิ แผนผัง และ กราฟดีกว่าการนำเสนอข้อมูลด้วยตัวหนังสือ หรือตัวอักษรอย่างไร
ตอบ การ นำเสนอแบบเป็นแผนภาพ แผนภูมิจะทไฃให้ ผู้ที่ได้รับ สื่อมีความเข้าใจในข้อมูลที่ผูนำเสนอต้องการนำเสนอได้มากขึ้น เพราะ มีความชัดเจนของข้องมูลมากกว่า
14. การสร้างงานนำเสนอด้วย Micosoft powerpoint สำหรับผู้รับข้อมูล20 คนพร้อมกัน จะใช้ฮาร์ดเเวร์ และซฮฟแวร์ ใดบ้าง
ตอบ จะใช้ซอฟต์แวร์ คือ โปรแกรม Micosoft powerpoint และอาจมีโปรแกรมอื่นที่ใช้ช่วยในการ เปิดเพลง คลิปวีดีโอ และฮาดร์แว คือ คอมพิวเตอร์ ลำโพง จอฉาย เป็นต้น
15.ยกตัวอย่างเทคโนโลยีที่ส่งเสริมการนำเสนอข้อมูล ในรู)แบบตัวหนังสือ กรือตัวอักษร รูปภาพ หรือภาพนิ่ง แผนภูมิ แผนผัง กราฟ เสียง และภาพเคลื่อนไหวได้พร้อมหกัน
ตอบ มัลติมีเดียเว็บไวต์

 

ภาษาคอมพิวเตอร์

posted on 10 Jul 2011 19:32 by pinpla16

 

ภาษา C
ภาษาซี (C Programming Language) ถูกพัฒนาขึ้นมาในปี ค.ศ. 1970 โดย Dennis Ritchie แห่ง Bell Laboratories และได้ถูกใช้งานแต่ในห้องปฏิบัติการของ Bell จนกระทั่งปี 1978 นั้น Brian Kerninghan กับ Dennis Ritchie สองคู่หูขาโจ๋ จึงได้ออกหนังสือ กำหนดมาตรฐานของภาษาซี ข้อกำหนดนี้คนมักเรียกขานกันว่า K&R C

หลังจากนั้นปี 1980 ภาษาซี ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น มีการพัฒนา comiler ภาษาซีออกมามากมาย ความได้เปรียบของภาษาซี ที่เหนือกว่าภาษาอื่นคือ

  1. ภาษาซี สามารถนำไปใช้ได้บนเครื่องทุก Platform ไม่ว่าจะเป็น Intel PC ที่วิ่ง Windows 95 หรือ Windows NT หรือ แม้แต่ Linux ทั้งเครื่อง Macintosh และ เครื่องเวอร์คสเตชัน ตลอดจนเมนเฟรม เนื่องจากมี compiler ของภาษาซี อยู่ทั่วไป
  2. ภาษาซี เป็นภาษาที่ง่ายๆ คือมีแต่ข้อกำหนดในการใช้งาน หรือ syntax แต่ไม่มีฟังก์ชันสำเร็จรูป (Built-in Function) ใดๆ ดังนั้นหากผู้ใช้ต้องการทำอะไรก็ตาม ต้องเขียนทุกอย่างขึ้นเอง หรือ อาจเรียก Library Functions มาใช้งาน โดย ฟังก์ชันที่เป็นงานที่ใช้บ่อยๆ จะถูกรวบรวมไว้ใน Library Functions เช่น การจัดการข้อความ การดำเนินการเกี่ยวกับ Input/Output (I/O) การจองหน่วยความจำ (Memory Allocation) แต่ฟังก์ชันที่วิลิศสมาหรา จะไม่มีใน Standard Library เช่น ฟังก์ชันที่จัดการ Graphics ทั้งนี้จะขึ้นกับระบบที่ใช้ (เช่น เป็นระบบ UNIX หรือ Windows 95) และ สิ่งแวดล้อมในการทำงาน (เช่น GUI เป็น X-Windows หรือ Direct X) การทำเช่นนี้จะทำให้ภาษาซี เป็นภาษาที่เคลื่อนย้ายได้ง่าย (portable)

เมื่อภาษาซี ได้รับความนิยมมากขึ้น จึงมีผู้ผลิต compiler ภาษาซีออกมาแข่งขันกันมากมาย ทำให้เริ่มมีการใส่ลูกเล่นต่างๆ เพื่อดึงดูดใจผู้ซื้อ ทาง American National Standard Institute (ANSI) จึงตั้งข้อกำหนดมาตรฐานของภาษาซีขึ้น เรียกว่า ANSI C เพื่อคงมาตรฐานของภาษาไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลงไป ใน lecture ของผมก็จะยึดแนวของ ANSI C นะครับ

 

โครงสร้างของโปรแกรมภาษาซี และตัวอย่าง
 
โปรแกรมในภาษาซีทุกโปรแกรมจะประกอบด้วยฟังก์ชันอย่างน้อย หนึ่งฟังก์ชัน คือ ฟังก์ชัน main โดยโปรแกรมภาษาซีจะเริ่มทำงานที่ฟังก์ชัน main ก่อน ในแต่ละฟังก์ชันจะประกอบด้วย
  1. Function Heading
    ประกอบด้วยชื่อฟังก์ชัน และอาจมีรายการของ argument (บางคนเรียก parameter) อยู่ในวงเล็บ
  2. Variable Declaration
    ส่วนประกาศตัวแปร สำหรับภาษาซี ตัวแปรหรือค่าคงที่ทุกตัว ที่ใช้ในโปรแกรมจะต้องมีการประกาศก่อนว่าจะใช้งานอย่างไร จะเก็บค่าในรูปแบบใดเช่น interger หรือ real number
  3. Compound Statements
    ส่วนของประโยคคำสั่งต่างๆ ซึ่งแบ่งเป็นประโยคเชิงซ้อน (compound statement) กับ ประโยคนิพจน์ (expression statment) โดยประโยคเชิงซ้อนจะอยู่ภายในวงเล็บปีกกาคู่หนึ่ง { และ } โดยในหนึ่งประโยคเชิงซ้อน จะมีประโยคนิพจน์ที่แยกจากกันด้วยเครื่องหมาย semicolon (;) หลายๆ ประโยครวมกัน และ อาจมีวงเล็บปีกกาใส่ประโยคเชิงซ้อนย่อยเข้าไปอีกได้ ซึ่งนักศึกษาจะได้เห็นต่อไป

ข้างล่างนี้คือตัวอย่างโปรแกรมง่ายๆ ในภาษาซี

 

โปรแกรมที่ 1: Hello
#include <stdio.h>
main()
{
    printf(" Hello. This is my first program. \n") ;       /*  This is  a comment  */
    return 0 ;
}

บรรทัดแรกนั้นเราเรียก Compiler Directives คือเป็นคำสั่งที่บอก compiler ว่ามีไฟล์อะไรที่จำเป็นต่อการ compile บ้าง ซึ่งในที่นี้ เราต้องการไฟล์ที่ชื่อ "stdio.h" ซึ่งทำหน้าที่เรียกใช้งาน Standard I/O Library ซึ่งฟังก์ชันที่เราเรียกใช้งานในโปรแกรมข้างบนคือ printf นั่นเอง
บรรทัดต่อมาบอกว่าโปรแกรมนี้มีฟังก์ชัน main โดยไม่ต้องการ argument ใดๆ โดย compound statement ถูกบรรจุในวงเล็บปีกกา { ...... }
บรรทัดต่อมามีการเรียกใช้ฟังก์ชัน printf จาก Standard I/O Library โดย argument ของฟังก์ชันนี้ก็คือประโยค " Hello. This is my first program." นักศึกษาสังเกตว่ามีชุดอักขระ \n ซึ่งเป็นชุดอักขระพิเศษหมายถึงการขึ้นบรรทัดใหม่
นี่คือชุดอักขระพิเศษต่างๆ และ ความหมาย

	\a		bell
	\b		back space
	\t		horizontal tab
	\v		vertical tab
	\n		new line
	\f		form feed
	\r		carriage return
	\"		quotation mark ( " )
	\'		apostrophe ( ' )
	\?		question mark ( ? )
	\\		back slash ( \ )
	\0		null
นักศึกษาสามารถใส่ comment ในโปรแกรมเพื่ออธิบายสิ่งที่ทำได้ โดย comment จะต้องอยู่ระหว่าง \* และ *\ เสมอ
บรรทัดเกือบสุดท้ายมีคำสั่ง return    0   ซึ่งบอกว่าฟังก์ชันมีการส่งค่ากลับ โดยค่า 0 ที่ส่งกลับไปบอกว่าฟังก์ชัน main ได้ทำงานสมบูรณ์แล้ว

โปรแกรมที่ 2
#include <stdio.h>
main ()
{
	int	width , length ;                    /*   Declaration of Variables   */
	int	area ;

	width = 10 ;
	length = 5 ;			      /* Expression Statements  */
	area = width * length ;

	printf ("A rectangular having width = %d and length = %d has area = %d \n", width, length, area) ;	
	return 0
}

สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในโปรแกรมนี้คือ มีการใช้ตัวแปร จึงต้องมีการประกาศตัวแปรด้วย ซึ่งตัวแปรทั้งหมด เราใช้แบบเลขจำนวนเต็ม หรือ แบบ integer (จะกล่าวถึงหลักการในการตั้งชื่อต่อไป)นอกจากนั้นในฟังก์ชัน printf ยังมี argument เพิ่มขึ้นคือ มีการพิมพ์ค่าของตัวแปร width length และ area ด้วย เราจึงต้องระบุ Format ของการพิมพ์ตัวแปรดังกล่าว ในทีนี้เราระบุให้เป็นเลขฐานสิบ หรือ Decimal เราจึงใช้ %d ในการระบุ Format ของสิ่งที่จะพิมพ์ออกมา

โปรแกรมที่ 3
#include <stdio.h>
main()
{
	float	width ,  length  ;
	float	area  ;

	printf("Please enter width: ") ;
	scanf("%f", &width) ; 
	printf("Please enter length: ") ;
	scanf("%f", &length) ;

	area = width * length ;
	
	printf ("A rectangular having width = %d and length = %d has area = %d \n", width, length, area) ;	
	return 0
}


ในโปรแกรมที่ 3 เราเปลี่ยนการใช้ตัวแปรจาก integer ไปเป็นแบบ floating point เพื่อให้ตัวแปรสามารถบรรจุ เลขทศนิยมได้ โปรแกรมนี้มีความสามารถมากขึ้น คือสามารถรับข้อมูลเข้าจากผู้ใช้ได้ด้วยการใช้ฟังก์ชัน scanf โดยต้องกำหนด Format ของสิ่งที่จะรับใน argument โดยใส่ในเครื่องหมายคำพูด และ ตัวแปรที่จะใช้เก็บค่าต้องขึ้นต้นด้วยเครื่องหมาย &

การกำหนด Format สำหรับข้อมูล เราต้องระมัดระวัง ต้องกำหนดให้ตรงกับประเภทของข้อมูลด้วย %d นั้นใช้สำหรับ เลขจำนวนเต็ม และ %f ใช้สำหรับ floating point จะเกิดอะไรขึ้นถ้านักศึกษาละเลยจุดนี้ไป

โปรแกรมที่ 4 การกำหนด Format ข้อมูลผิดประเภท
#include <stdio.h>
main()
{
	int	i  ;
	
	printf("The number is %f \n",i)  ;      /*  Using %f  with integer  */
	return 0
}


การตั้งชื่อตัวแปร และ ฟังก์ชัน
หลักการในการตั้งชื่อตัวแปรและฟังก์ชันมีดังต่อไปนี้
  1. สามารถใช้ตัวอักษร A ถึง Z รวมทั้ง ตังเลข 0 ถึง 9 และ ขีดล่าง (_) ด้วย โดยมีข้อแม้ว่าต้องไม่ใช้ตัวเลขนำหน้าชื่อตัวแปร เช่น 2noy เป็นตัวแปรที่ไม่ถูกต้อง แต่ noy2 ใช้ได้
  2. สำหรับ ANSI C ชื่อตัวแปรมีความยาวได้ถึง 31 ตัวอักษร
  3. ชื่อตัวแปรและฟังก์ชัน ไม่อาจใช้คำสงวน (Reserved Words) ต่อไปนี้
    		auto		extern		sizeof
    		break		float		static
    		case		for		struct
    		char		goto		switch
    		const		if		typedef
    		continue		int		union
    		default		long		unsigned
    		do		register		void
    		double		return		volatile
    		else		short		while
    		enum		signed		
    	


ประเภทของข้อมูล (Data Types)
ภาษาซีแบ่งการใช้ข้อมูลออกเป็นประเภทต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน โดยข้อมูลแต่ละประเภทก็จะมีการขนาดพื้นที่เก็บต่างกันด้วย ตลอดจนช่วงของข้อมูลที่ใช้ก็จะแตกต่างกัน
Type                                    Data Range                                               Size
int                                  -32,768   to  32,767                                           2  bytes
long int                   -2,147,483,648 to 2,147,483,647                             4  bytes
float                       8 digit  floating point                                                  4  bytes
double                   16 digit  floating point                                                8  bytes     
char                      character                                                                   1  byte    

หากเรากำหนดตัวแปรโดยเพิ่มคำว่า unsigned  เข้าไป เช่น unsigned int จะทำให้ตัวแปรใช้เฉพาะส่วนที่เป็นค่าบวก ทำให้สามารถมี data range ส่วนที่เป็นบวกเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าได้ เช่น unsigned int มี data range จาก 0 ถึง 65,535